Light /l/ และ right /r/ ใช้รูปทรงลิ้นในการออกเสียงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ผู้เรียนชาวเอเชียตะวันออกอย่างคนญี่ปุ่น เกาหลี และจีนบางกลุ่มมักได้ยินเป็นเสียงเดียวกัน (ส่วนคนไทยแม้จะคุ้นเคยกับตัว ล และ ร แต่เรามักติดนิสัยออกเสียง /r/ ด้วยการรัวลิ้นหรือตวัดลิ้นแบบ ร เรือ ซึ่งต่างจาก /r/ ของอเมริกันที่ลิ้นไม่แตะช่องปากเลย) สำหรับเสียง /l/ ปลายลิ้นจะต้องแตะที่สันปุ่มเหงือก และปล่อยให้ลมไหลออกทางข้างลิ้น ส่วนเสียง /r/ ในสำเนียงอเมริกันจะไม่สัมผัสกับส่วนใดเลย ลิ้นจะถอยไปด้านหลังหรือยกตัวขึ้นโดยไม่แตะเพดานปาก พร้อมกับการห่อริมฝีปากเล็กน้อย เสียงทั้งสองนี้แทบไม่มีลักษณะการออกเสียงที่เหมือนกันเลย การปรับจูนหูและลิ้นให้แยกสองเสียงนี้ได้เด็ดขาดจึงเป็นหนึ่งในด่านที่ยากที่สุดสำหรับผู้เรียนชาวเอเชีย
สองเสียงนี้ต่างกันตรงไหน
ปรับปากเล็ก ๆ 4 จุด พลาดแม้จุดเดียว เสียงก็เลื่อนไปเป็นเสียงข้าง ๆ
ถึงตาคุณแล้ว
อัดเสียงตัวเองพูด "Light" และ "Right" สองสามครั้ง แล้วฟังย้อน — สำหรับความต่างนี้ หูของคุณเองคือ feedback ที่ดีที่สุด
คำที่ต่างกันแค่เสียงเดียว
ทุกคู่ด้านล่างต่างกันแค่เสียงเดียว เปลี่ยน /l/ เป็น /r/ แล้วความหมายก็เปลี่ยนตาม แตะคำไหนก็ได้เพื่อดูการแยกแยะทั้งหมด
ถ้าฟังแล้วแยกไม่ออก นี่คือเหตุผล
ภาษาญี่ปุ่นมีเสียงกระทบ (tap) ในกลุ่มเสียง liquid เพียงเสียงเดียว ซึ่งมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างเสียง /l/ และ /r/ ของภาษาอังกฤษแต่ก็ไม่เหมือนเสียงใดเสียทีเดียว ส่วนภาษาเกาหลีจะเปลี่ยนเสียงกลุ่ม liquid ไปตามตำแหน่งในพยางค์ โดยจะออกเสียงคล้าย /l/ เมื่อเป็นพยัญชนะท้าย แต่จะเป็นเสียงกระทบสั้นๆ เมื่ออยู่ระหว่างสระสองตัว เนื่องจากความแตกต่างระหว่างเสียง /l/ และ /r/ ในภาษาอังกฤษไม่ตรงกับระบบเสียงในภาษาแม่เหล่านี้ สมองจึงมักเหมารวมว่าทั้งสองเสียงคือเสียงเดียวกัน (ภาษาจีนกลางมีเสียง /l/ และ /r/ แยกกันชัดเจน แต่ผู้พูดภาษาจีนถิ่นใต้บางกลุ่มที่ไม่มีเสียง /r/ ในภาษาแม่ก็มักจะพบปัญหาการแยกเสียงแบบเดียวกันนี้ สำหรับคนไทย แม้เราจะแยกเสียง ล และ ร ได้ แต่เสียง ร ของไทยมักจะเป็นเสียงกระทบหรือรัวลิ้น ไม่ใช่เสียงเปิด ("approximant") แบบอเมริกันแท้ๆ ทำให้หลายคนเผลอออกเสียง /r/ ด้วยการตวัดลิ้นแบบ ร หรือสลับไปใช้ ล แทน) การแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนการฝึกออกเสียง คุณต้องฝึกหูให้แยกความแตกต่างของเสียงให้ออกก่อน แล้วจึงค่อยปรับลักษณะอวัยวะในช่องปาก ผู้เรียนหลายคนสามารถออกเสียงทั้งสองได้ถูกต้องแล้ว แต่มักจะยังสับสนเวลาพูดเร็วๆ เพราะสมองยังไม่สามารถแยกการรับรู้ของทั้งสองเสียงออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์
กล้ามเนื้อปากก่อน แล้วค่อยหู
แบบฝึกสั้น ๆ 4 ชุด ทำออกเสียงดัง ๆ รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในปากก่อนที่จะพยายามได้ยินมัน
ฝึกหน้ากระจก: ลองพูดคำว่า light โดยใช้ปลายลิ้นแตะที่สันปุ่มเหงือกด้านหลังฟันหน้าบน สังเกตปากตัวเองในกระจก คุณควรจะเห็นว่าปลายลิ้นแตะอยู่ จากนั้นลองพูดคำว่า right โดยดึงปลายลิ้นไปด้านหลังพร้อมกับห่อริมฝีปากเล็กน้อย สำหรับเสียงนี้ปลายลิ้นไม่ควรสัมผัสกับส่วนใดเลย
อัดเสียงตัวเองตอนฝึกคู่เสียงขั้นต่ำ ("minimal pair"): เช่น light/right, lake/rake, lock/rock, lip/rip แล้วกลับมาฟังอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หากทั้งสองคำยังฟังดูคล้ายกัน แปลว่าสมองของคุณยังแยกเสียงไม่ออก ให้ฝึกฟังเสียงจากเจ้าของภาษาต่อไปเพื่อปรับจูนหู
ปรับจังหวะให้ช้าลงเพื่อสังเกตความแตกต่าง: ลากเสียง /l/ ค้างไว้ประมาณสองวินาที (เสียงนี้สามารถลากยาวได้ โดยปล่อยให้ลมไหลออกทางข้างลิ้นอย่างต่อเนื่อง) จากนั้นลากเสียง /r/ ค้างไว้สองวินาที (เสียงนี้ก็ลากยาวได้เช่นกัน โดยม้วนลิ้นไปด้านหลังและห่อริมฝีปาก) เพื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของสองเสียงนี้
ฝึกออกเสียงคำที่มีทั้งสองเสียงรวมอยู่ด้วยกัน: เช่น really, library และ parallel คำเหล่านี้มีทั้งเสียง /l/ และ /r/ ซ้อนกันอยู่ใกล้ๆ จึงเป็นการบังคับให้คุณต้องสลับรูปทรงลิ้นอย่างรวดเร็ว