กลับไปที่บล็อก

เสียง R แบบอเมริกัน — วิธีพูดคำว่า "red" โดยที่ลิ้นไม่แตะเพดานปาก

เสียง R แบบอเมริกันคือเสียงเปิด (approximant) ลิ้นจะยกเข้าไปใกล้เพดานปากแต่ไม่แตะเลยแม้แต่น้อย ความแตกต่างเพียงจุดเดียวนี้เองที่ทำให้เสียงนี้ไม่เหมือนเสียง R ในภาษาสเปน ฝรั่งเศส จีนกลาง หรือภาษาอื่นๆ ที่ใช้ตัวอักษรเดียวกัน

คำว่า pero ในภาษาสเปน คำว่า rouge ในภาษาฝรั่งเศส พินอินคำว่า ในภาษาจีนกลาง และคำว่า red ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ทั้งหมดนี้คือตัวอักษร R สี่ตัวบนหน้ากระดาษ แต่กลับเป็นสี่เสียงในปากที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เสียงแบบอเมริกันคือเสียงที่แหวกแนวที่สุด เพราะเป็นเสียง R เพียงรูปแบบเดียวในรายชื่อนี้ที่ออกเสียงโดยลิ้นไม่สัมผัสกับสิ่งใดเลย และไม่มีการเสียดแทรกใดๆ ทั้งสิ้น ลิ้นจะเปิดช่องว่างใต้เพดานปากกว้างพอให้กระแสลมไหลผ่านได้อย่างราบรื่น ไม่มีการปิดกั้น ไม่มีความปั่นป่วนของลม

เคล็ดลับมีแค่นั้นจริงๆ ตัว R ในภาษาสเปนใช้การดีดลิ้น ตัว R ในภาษาฝรั่งเศสใช้การสั่นเสียดแทรกที่ลำคอส่วนลึก ในขณะที่ตัว R ในพินอินของจีนกลางใช้การเสียดแทรกบริเวณเพดานแข็งหรือหลังปุ่มเหงือก เสียง R แบบอเมริกันไม่ทำอะไรแบบนั้นเลยสักอย่าง ลิ้นจะลอยอยู่กลางปาก ยกขึ้นใกล้เพดานปาก และไม่เคยแตะสัมผัส หรือบีบช่องแคบจนเกิดการเสียดแทรก ผลลัพธ์ทางเสียงที่ได้จึงห่างไกลจากภาษาอื่นมากจนคนฟังมักไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ามันเป็นเสียงตระกูลเดียวกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไม R จึงมักเป็นพยัญชนะที่สลัดสำเนียงเดิมทิ้งได้ยากที่สุด แม้ว่าคุณจะปรับเสียงอื่นๆ ได้หมดแล้วก็ตาม

เสียง R แบบอเมริกันคือเสียงเปิดหรือ approximant (สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์คือ /ɹ/ ไม่ใช่ /r/ ที่ใช้สำหรับเสียงรัวลิ้นแบบสเปน) ลิ้นจะเข้าไปใกล้เพดานปากแต่ไม่สัมผัส ริมฝีปากจะห่อกลมเล็กน้อย และโคนลิ้นจะดึงร่นไปทางด้านหลังลำคอ ผลลัพธ์ที่ได้คือพยัญชนะที่ลากเสียงได้ยาวและมีลักษณะคล้ายสระ รูปทรงลิ้นที่ถือเป็นมาตรฐานมีสองแบบคือ ลิ้นพอง (bunched) (ยกตัวลิ้นขึ้นสูง ปลายลิ้นชี้ลง) และ ลิ้นม้วน (retroflex) (ม้วนปลายลิ้นขึ้นและถอยไปด้านหลัง) ทั้งสองแบบให้เสียงที่แทบจะเหมือนกันทุกประการ สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนส่วนใหญ่สะดุดไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะใช้รูปทรงลิ้นแบบไหน แต่คือการต้องฝืนความเคยชินที่จะไม่ดีด รัว หรือทำเสียงเสียดแทรก เพราะเสียง R แบบอเมริกันคือการละทิ้งการเคลื่อนไหวเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

เสียง R แบบอเมริกันคืออะไรกันแน่

นักภาษาศาสตร์จัดประเภทเสียง R แบบอเมริกันให้เป็น postalveolar approximant คำว่า postalveolar หมายถึงส่วนที่ใช้งานของลิ้นจะชี้ไปที่ด้านหลังปุ่มเหงือก (บริเวณที่เสียง T, D และ N กระทบ) ค่อนไปทางพื้นที่ระหว่างปุ่มเหงือกกับส่วนหน้าของเพดานแข็ง ส่วนคำว่า approximant หมายถึงลิ้นจะเข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าวแต่ไม่แตะสัมผัส มันใกล้พอที่จะกำหนดทิศทางลม แต่ก็ห่างพอที่จะปล่อยให้ลมไหลผ่านอย่างราบรื่นโดยไม่มีการสัมผัสหรือเสียดแทรก

สัญลักษณ์สัทอักษรสากล (IPA) คือ /ɹ/ (ตัว r พิมพ์เล็กกลับหัว) ซึ่งแตกต่างจาก:

  • /r/ เสียงรัวปลายลิ้น (trill) เช่นในคำว่า perro ภาษาสเปน หรือ ร เรือ แบบไทยทางการ
  • /ɾ/ เสียงดีดปลายลิ้นจังหวะเดียว (tap) เช่นในคำว่า pero ภาษาสเปน หรือ ra ri ru re ro ในภาษาญี่ปุ่น (เสียงนี้คือเสียง flap-T ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันด้วย)
  • /ʁ/ เสียงเสียดแทรกหรือรัวที่ลิ้นไก่ เช่นในคำว่า rouge ภาษาฝรั่งเศส หรือ rot ภาษาเยอรมันมาตรฐาน
  • /ʐ/ และ /ɻ/ เสียงม้วนลิ้นแบบเสียดแทรกและแบบเปิดที่ใช้สลับกันสำหรับตัว “r” ในพินอินภาษาจีนกลาง (日 , 让 ràng)

เมื่อพูดต่อเนื่อง เสียง /ɹ/ แบบอเมริกันจะมีพฤติกรรมคล้ายพยัญชนะน้อยลงและคล้ายสระมากขึ้น คุณสามารถค้างตำแหน่งลิ้นของเสียงนี้ไว้ได้นานเท่าที่ยังมีลมหายใจ เสียงนี้รองรับการเปลี่ยนระดับเสียงสูงต่ำ (pitch) และการเน้นเสียง (stress) ได้ ในคำอย่าง bird, fur, her, worth และ world เสียง R ไม่ได้เป็นแค่ส่วนประดับสระ แต่มันทำหน้าที่เป็นสระเสียเอง กล่าวคือคุณภาพเสียงสระของทั้งพยางค์เกิดจากรูปทรงลิ้นแบบ R ทันที นักสัทศาสตร์มีสัญลักษณ์เฉพาะสำหรับเสียงสระที่ถูกเน้นนี้คือ /ɝ/ ซึ่งเรียกว่า r-colored vowel ส่วนรูปแบบที่ไม่ถูกเน้นเสียง (unstressed) จะเขียนด้วยสัญลักษณ์ /ɚ/ (r-colored schwa) ซึ่งมักพบที่ท้ายคำอย่าง mother, better และ water ลิ้นยังคงเป็นรูปทรง R เหมือนเดิม แค่เป็นพยางค์สั้นๆ ที่ไม่ได้รับการเน้นเสียง

ลักษณะที่คล้ายสระนี้คือความแตกต่างที่ลึกซึ้งที่สุดระหว่างเสียง R แบบอเมริกันกับเสียง R ในภาษาอื่นๆ ส่วนใหญ่ทั่วโลก พฤติกรรมของมันคล้ายกับการลากเสียงสระ มากกว่าจะเป็นพยัญชนะที่คุณเปล่งแล้วปล่อย

รูปทรงลิ้นสองแบบที่ถูกต้อง

ในทางกายภาพ เจ้าของภาษาอเมริกันมีวิธีสร้างเสียง /ɹ/ สองแบบ และทั้งสองแบบก็ถือเป็นมาตรฐานที่ถูกต้องเท่าเทียมกัน

ลิ้นพอง (Bunched R) ตัวลิ้นจะพองยกสูงขึ้นและค่อนไปทางด้านหลังของช่องปาก รูปทรงเกือบจะเหมือนตอนที่คุณเตรียมออกเสียง /k/ หรือ /ɡ/ (ก ไก่) แต่จะอยู่ล้ำมาด้านหน้ากว่าเล็กน้อย ปลายลิ้นจะชี้ลงด้านล่าง โดยมักจะพักอยู่หลังฟันหน้าล่าง โคนลิ้นยังต้องหดร่นไปทางด้านหลังของคอหอย ซึ่งจะทำให้ลำคอตีบแคบลงเล็กน้อยด้วย การตีบแคบจุดที่สามนี้คือส่วนที่คู่มือสอนออกเสียงส่วนใหญ่มักจะมองข้าม ทั้งที่มันคือตัวการสำคัญที่ให้เสียง R แบบอเมริกันมีความทุ้มลึกเป็นเอกลักษณ์ หากไม่มีการหดโคนลิ้น ผู้เรียนที่ใช้วิธีทำลิ้นพองและห่อริมฝีปากจะได้เสียงคล้ายตัว W แทน (คำว่า red จะกลายเป็น wed)

ลิ้นม้วน (Retroflex R) ปลายลิ้นจะม้วนชี้ขึ้นและถอยไปด้านหลังเล็กน้อย พุ่งเป้าไปที่บริเวณหลังปุ่มเหงือก (แต่ไม่สัมผัส) ตัวลิ้นจะลดต่ำลงและพองตัวน้อยกว่าแบบแรก และโคนลิ้นก็ต้องหดร่นไปทางด้านหลังของคอหอยเช่นกัน การม้วนปลายลิ้นรวมกับการหดร่นของโคนลิ้นคือสิ่งที่สร้างรูปทรงของเสียงนี้

การศึกษาการออกเสียงด้วยอัลตราซาวนด์และภาพสแกน MRI พบว่าเจ้าของภาษาอเมริกันใช้รูปทรงลิ้นทั้งสองแบบ และมีจำนวนไม่น้อยที่สลับใช้ทั้งสองแบบโดยขึ้นอยู่กับว่าสระที่ตามมาคืออะไรหรือตัว R อยู่ที่ตำแหน่งไหนในคำ ในแง่ของเสียงที่ออกมา ผู้ฟังแทบไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เลย ปากทำหน้าที่สองอย่างที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์ของเสียงกลับเหมือนกัน

นี่เป็นข่าวดีสำหรับผู้เรียน คุณไม่จำเป็นต้องเลือกแบบที่ “ถูกต้อง” เพียงแบบเดียว ลองทั้งสองแบบ แบบไหนที่ทำให้คุณเปล่งเสียง R ได้ชัดเจน สามารถลากเสียงยาวได้โดยไม่รู้สึกเกร็ง นั่นแหละคือแบบที่ใช่สำหรับสรีระปากของคุณ

นอกจากนี้ ริมฝีปากต้องห่อกลมเล็กน้อยในทั้งสองวิธี ไม่ได้ต้องห่อลึกเหมือนสระอูในคำว่า moon แต่ก็ต้องมากพอที่จะทำให้ช่องปากด้านหน้าแคบลง การห่อริมฝีปากมีความสำคัญมาก ผู้เรียนหลายคนที่จัดตำแหน่งลิ้นได้ถูกต้องแล้วแต่เสียงยังฟังดูแปล่งๆ ก็เป็นเพราะริมฝีปากยังแบนอยู่นั่นเอง

ตำแหน่งของ R ในพยางค์

ตัว R แบบอเมริกันจะปรากฏในสามตำแหน่งของโครงสร้างพยางค์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่สระและตัวสะกดทำงานคนละระบบกับภาษาอังกฤษอย่างสิ้นเชิง

ขึ้นต้นพยางค์ (Onset R): red, right, road, run, write, rabbit, very, story, sorry นี่คือตำแหน่งที่แสดงความเป็น R ได้ชัดเจนที่สุด ในจุดนี้ /ɹ/ ทำหน้าที่เหมือนพยัญชนะทั่วไป ลิ้นจะจัดรูปทรงเป็น R ค้างไว้ชั่วครู่ แล้วปล่อยเข้าสู่เสียงสระที่ตามมา

ตามหลังพยัญชนะควบกล้ำ (Post-consonantal R): true, draw, drive, brown, three, through, proud ตัว R จะรับอิทธิพลจากพยัญชนะที่อยู่ข้างหน้า ในคำว่า true และ draw เสียง T และ D มักจะถูกดึงให้กลายเป็นเสียงคล้าย ช ช้าง หรือ จ จาน (chrue, jraw) นั่นเป็นรูปแบบการออกเสียงอเมริกันที่แยกออกไปอีกเรื่องหนึ่งเรียกว่า TR/DR palatalization แต่ตัว R เองก็ยังคงเป็นเสียงเปิด (approximant) เช่นเดิม เพียงแต่ตามหลังพยัญชนะตัวอื่นมาติดๆ ปัญหาหลักของคนไทยคือมักจะละทิ้งเสียงควบกล้ำไปเลย

ตามหลังสระ (R-coloring on the preceding vowel): car, here, there, mother, father, better, water, bird, fur นี่คือจุดที่ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสำเนียงที่ไม่เน้นตัว R (non-rhotic) อย่างอังกฤษแบบ RP หรือออสเตรเลีย ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ตัว R ที่ตามหลังสระจะไม่หายไปหรืออ่อนกำลังลง แต่มันจะยังคงอยู่ โดยหลอมรวมเข้ากับสระที่อยู่ข้างหน้าและเปลี่ยนคุณภาพของเสียงสระนั้น พยางค์ทั้งพยางค์จะรับรูปทรงลิ้นแบบ R เข้าไป คำว่า bird ไม่ได้ประกอบด้วยเสียงสระแล้วตามด้วยเสียง R แต่มันมีสระ r-colored เพียงเสียงเดียวที่ลากยาวไปตลอดทั้งพยางค์

หากคุณเคยชินกับการพูดภาษาไทย (ซึ่งตัว ร เรือ สะกดจะกลายเป็นเสียง แม่กน) หรือคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษสำเนียงที่ไม่ออกเสียง R ท้ายคำ การเปลี่ยนสระให้ติดเสียง R (R-coloring) มักจะเป็นการปรับตัวที่ยากกว่าการออกเสียง R ต้นคำเสียอีก เพราะมันไม่มี “พยัญชนะ R” แยกต่างหากให้คุณเติมเข้าไป คุณต้องเปลี่ยนรูปทรงของเสียงสระตัวนั้นไปเลยตั้งแต่ต้นจนจบพยางค์

6 จุดที่มักทำให้ผู้เรียนสับสน

นี่คือ 6 คู่คำที่เสียง R แบบอเมริกันมักจะมีพฤติกรรมแตกต่างจากสัญชาตญาณภาษาแม่ของคุณ:

คู่คำสิ่งที่ผู้เรียนมักทำพลาดสิ่งที่คนอเมริกันทำ
right กับ lightใช้เสียง /l/ (ล ลิง) แทน /ɹ/ หรือออกเสียงก้ำกึ่งระหว่างสองเสียงนี้สองเสียงนี้แยกกันชัดเจน: /l/ ลิ้นแตะปุ่มเหงือก ส่วน /ɹ/ ลิ้นเข้าไปใกล้แต่ไม่แตะ ดูการเปรียบเทียบ light กับ right
road กับ loadสับสนระหว่าง /l/ กับ /ɹ/ เหมือนเดิมเหมือนข้อบน
red กับ wedห่อริมฝีปากมากเกินไปและลืมหดร่นโคนลิ้น → กลายเป็นเสียง /w/ (ว แหวน) แทน /ɹ/ห่อริมฝีปากจริง แต่ลิ้นคืออวัยวะหลักที่ทำงาน (ทั้งยกพองตัวและหดร่นโคนลิ้น)
bird กับ bidไม่ออกเสียงสระแบบ r-colored (คนไทยมักออกเป็นสระเออเฉยๆ)ตัวสระเองจะต้องใช้รูปทรงลิ้นแบบ R ตลอดทั้งเสียง
car กับ cahทิ้งเสียง R ท้ายพยางค์ (ออกเป็นสระอาปกติแบบภาษาไทย)ลากเสียง R ค้างไว้ สระกลายเป็น r-colored
strawberryทำเสียงสั่นเสียดแทรกที่ลำคอแบบฝรั่งเศส/เยอรมัน (หรือคนไทยตัดเสียงควบกล้ำทิ้งเหลือแค่สะ-ตอ-เบอ-รี่)มีตัว R สองตัว ทั้งคู่ออกเสียงที่ช่วงกลางปากโดยไม่มีการเสียดแทรก โคนลิ้นหดร่นแต่ลำคอเปิดโล่ง ไม่บีบเกร็ง

วิธีออกเสียง

เส้นทางสู่การสร้างเสียง R แบบอเมริกันที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ที่จุดไหน:

  1. ลืมปลายลิ้นไปได้เลย นี่คือการปรับวิธีคิดที่ยากที่สุดหากคุณคุ้นเคยกับเสียงกระดกลิ้นอย่าง ร เรือ ของไทย เสียง R แบบอเมริกันไม่ใช่การเคลื่อนปลายลิ้นไปกระทบสิ่งใด ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีลิ้นพองหรือลิ้นม้วน เป้าหมายคือการค้างตำแหน่งลิ้นไว้ ไม่ใช่การดีดกระทบ
  2. ห่อริมฝีปากเล็กน้อย ห่อแค่พอให้มุมปากขยับเข้ามา แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้ว ผู้เรียนหลายคนออกเสียง R ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวินาทีที่พวกเขาเริ่มห่อริมฝีปาก
  3. ลองใช้วิธีลิ้นพองก่อน ออกเสียง uh (เออะ) โดยทำปากให้ผ่อนคลาย ขณะที่ยังเปล่งเสียงอยู่ ให้ยกส่วนกลางค่อนไปทางหลังของลิ้นขึ้นไปหาเพดานปาก เหมือนกำลังจะเริ่มออกเสียง /ɡ/ (ก ไก่) แต่ไม่ต้องแตะเพดานปาก ปล่อยปลายลิ้นลงด้านล่าง เสียงสระควรจะเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มลึกและติด R นี่แหละคือ /ɹ/ แบบลิ้นพอง
  4. จากนั้นลองวิธีลิ้นม้วน เริ่มจากเสียง uh เหมือนเดิม ม้วนปลายลิ้นขึ้นและถอยไปด้านหลังเล็กน้อย อย่าให้แตะเพดานปาก ผลลัพธ์ที่ได้ควรฟังดูเหมือนเสียง R ที่คุณเพิ่งทำไปก่อนหน้านี้
  5. ค้างเสียงไว้ ออกเสียง uhhhh-rrrrrrr และลากเสียง R ยาวสักสองวินาที การเริ่มต้นจากเสียงสระกลางๆ อย่าง เออะ (แทนที่จะเป็นสระอี) จะทำให้ลิ้นอยู่ใกล้ตำแหน่งของ R อยู่แล้ว การขยับลิ้นจึงใช้ระยะทางสั้นๆ หากคุณสามารถลากเสียง R ได้นานพอที่จะรู้สึกว่ามันเป็นเสียงคล้ายสระ แสดงว่าคุณจัดรูปทรงลิ้นได้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าเสียงขาดหายหรือหยุดชะงักภายในครึ่งวินาที แปลว่าลิ้นของคุณเกร็งเกินไปหรือยกไปแตะเพดานปาก
  6. ฝึกกับคำที่มี R ต้นพยางค์ Red, run, right, road, real, river เริ่มต้นแต่ละคำโดยจัดรูปทรงลิ้นแบบ R ค้างไว้ล่วงหน้า แล้วจึงปล่อยเข้าสู่เสียงสระ
  7. เพิ่มตัว R ท้ายสระ Car, here, there, bird, fur, better ในจุดนี้รูปทรง R จะไปอยู่ที่ท้ายพยางค์แทนที่จะเป็นต้นพยางค์ และคุณภาพของเสียงสระจะต้องเปลี่ยนไปตามรูปทรงลิ้นนั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดจากผู้เรียนที่ติดเสียงดีดหรือรัวลิ้นจากภาษาแม่ คือการเผลอดีดลิ้นตอนออกเสียง R ส่วนข้อผิดพลาดที่พบบ่อยสำหรับคนไทยที่ไม่มีตัวสะกด R คือการทิ้งเสียง R ท้ายสระไปเลย การแก้ปัญหาทั้งสองอย่างอยู่ที่การมองเสียง R ว่าเป็นรูปทรงลิ้นที่ต้อง “ค้างไว้” — ค้างไว้แทนที่จะดีด และค้างไว้แทนที่จะทิ้งไป

ประโยคสำหรับฝึกฝน

อ่านออกเสียงแต่ละประโยคสองรอบ เมื่อใดก็ตามที่คุณเจอตัว R ให้ค้างตำแหน่งลิ้นไว้ อย่าดีดลิ้น อย่าตวัดลิ้น และอย่ารีบปล่อยลิ้นเร็วเกินไป

  1. Red rabbits ran across the road.
  2. Her brother runs every morning.
  3. The river is colder in winter.
  4. Drive carefully on rural roads.
  5. Strawberry or raspberry?
  6. I'd rather write than read.
  7. The story is worth your time.
  8. Three sisters from Argentina.
  9. Bring it back here tomorrow.
  10. World tour, every year.

ค้างเสียง R ทุกตัวที่คุณอ่านออกเสียง รวมถึงตัวที่อยู่ท้ายคำอย่าง brother, winter, tour ผู้เรียนส่วนใหญ่มักออกเสียง R ไม่เต็มที่ในเวลาพูดปกติ ประโยคเหล่านี้จะช่วยบังคับให้คุณคุ้นเคยกับตำแหน่งลิ้นที่ปากของคุณต้องเรียนรู้เพื่อใช้งานจริง

คุณเคยได้ยินเสียงนี้มาแล้วที่ไหนบ้าง

คุณเคยได้ยินเสียง R แบบอเมริกันมาแล้วนับล้านครั้งโดยไม่ได้ใส่ใจจำแนกมันออกมา เมื่อใดที่คุณเริ่มได้ยินมันในฐานะพยัญชนะคล้ายสระที่ลากยาวได้ แทนที่จะเป็นเสียงตวัดสั้นๆ คุณจะไม่มีวันเลิกสังเกตเห็นมันอีกเลย และนี่คือตัวอย่างแหล่งที่คุณจะพบเสียง R ได้ชัดเจนที่สุด:

  • นักร้องเพลงคันทรี

    ลองฟังคำว่า world, bird หรือ heart ในเพลงคันทรีแทบทุกเพลง เสียง R จะถูกลากยาวเท่ากับเสียงสระ และบางครั้งก็ยาวกว่าด้วยซ้ำ

  • นักพากย์กีฬาเบสบอล

    คำอย่าง First, third, infielder, Yankees, Cardinals: การใส่ R-coloring ลงในสระถือเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์เสียงในวงการนี้

  • รายการเด็กแอนิเมชันทางช่อง PBS

    นักพากย์มักจะออกเสียง R ชัดเจนเกินจริงเพื่อความชัดถ้อยชัดคำ โดยเฉพาะในตำแหน่งต้นพยางค์ เสียงพากย์ในเรื่อง Daniel Tiger’s Neighborhood เป็นตัวอย่างแบบฝึกที่ดีเยี่ยม

  • เสียงบรรยายของมอร์แกน ฟรีแมน (Morgan Freeman) ในภาพยนตร์

    เสียง R ที่ทุ้มลึกและลากยาวในคำอย่าง world และ story คือส่วนหนึ่งของจังหวะการพูดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ไม่ว่าเขาจะบรรยายเรื่อง The Shawshank Redemption หรือสารคดีธรรมชาติ เสียงสระแบบ r-colored คือตัวการสำคัญที่ทำให้เสียงนั้นฟังดูเป็น “มอร์แกน ฟรีแมน”

  • ภาพยนตร์คาวบอยตะวันตก

    สำเนียงคาวบอยมักจะเน้นการลากเสียง R ยาวๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ เช่นคำว่า Partner, border, river

  • นักอ่านหนังสือเสียงสำเนียงอเมริกันทั่วไป

    แบบฝึกหัดที่มีประโยชน์คือ: ลองฟังหาคำว่า recorder ในหนังสือเสียงเรื่องใดก็ได้ มีตัว R ถึงสามตัวในคำเดียว และทุกลากเสียงยาวทั้งหมด

ภาษาแม่ที่ต่างกันจัดการกับเสียงนี้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของคุณขึ้นอยู่กับว่าภาษาแม่ของคุณมีเสียง R แบบไหน งานส่วนใหญ่คือการ “ล้าง” กลไกการออกเสียง R เดิมที่คุณเคยชิน ไม่ใช่แค่การเรียนรู้กลไกใหม่

ภาษาแม่ของคุณเสียง R ในภาษาแม่จุดที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ
ภาษาไทยร เรือ เป็นเสียงกระดกปลายลิ้น /ɾ/ หรือรัวลิ้น /r/ (ในภาษาทางการ) แต่ในชีวิตประจำวันมักออกเป็น ล ลิง หรือละทิ้งไปเลย และไม่มีเสียง ร เป็นตัวสะกดท้ายคำปัญหาหลักคือการแยก R ออกจาก L และการเปลี่ยนนิสัยการกระดกลิ้น (tap) ให้กลายเป็นการค้างรูปทรงลิ้น (hold) สำหรับเสียง R ท้ายคำ (เช่น car, water) คุณต้องไม่ออกเสียงเป็นสระอาหรือสระเออเฉยๆ แบบไทย แต่ต้องม้วน/ยกพองลิ้นค้างไว้เพื่อสร้างสระ r-colored
ภาษาสเปน, อิตาลีเสียงดีดปลายลิ้นจังหวะเดียว /ɾ/ (ตัว R เดี่ยว) หรือรัวลิ้น /r/ (ตัว RR)ทั้งสองแบบเป็นการตวัด/ดีดลิ้น แต่ R อเมริกันต้องค้างไว้ หยุดขยับลิ้นไปแตะปุ่มเหงือก การใช้ลิ้นพอง (Bunched) มักจะง่ายกว่าสำหรับคนที่มาจากภาษาเหล่านี้
ภาษาโปรตุเกส (บราซิลหรือยุโรป)หลากหลาย: ดีดลิ้น /ɾ/ ระหว่างสระ (caro), หรือเสียดแทรก/รัวที่ลำคอ /ʁ/ หรือ /χ ~ h/ ต้นคำและใน “rr” (rato, carro)ขึ้นอยู่กับว่าคุณถนัด R แบบไหน ถ้าใช้การดีดลิ้น ให้แก้แบบภาษาสเปน ถ้าใช้เสียงลึกในคอ ให้แก้แบบภาษาฝรั่งเศส
ภาษาฝรั่งเศสเสียงตัว /ʁ/ ที่ลิ้นไก่ในลำคอส่วนลึกต้องย้ายตำแหน่งเสียงมาด้านหน้ามากขึ้น ลำคอไม่ควรบีบเกร็งหรือมีเสียงระคายคอ (ไม่เสียดแทรก) แต่โคนลิ้นยังต้องดึงร่นไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อสร้างเสียงทุ้ม
ภาษาเยอรมันเสียงตัว /ʁ/ คล้ายฝรั่งเศส หรืออ่อนลงคล้ายเสียงสระเมื่ออยู่ท้ายคำย้ายตำแหน่งเสียงมาด้านหน้าคล้ายกับคนฝรั่งเศส ส่วนคนที่พูดเยอรมันตอนใต้ที่ใช้เสียงกระดกลิ้น จะปรับตัวได้ง่ายกว่า
ภาษาจีนกลาง (Mandarin)พินอิน “r” เป็นเสียงม้วนลิ้น (retroflex) มักออกเป็น /ʐ/ หรือ /ɻ/ (บางคนมีเสียงเสียดแทรก บางคนไม่มี)ใกล้เคียงมาก รูปทรงลิ้นมีการม้วนอยู่แล้ว ถ้าคุณมีเสียงเสียดแทรก (buzz) ให้ลดลง เล็งเป้าไปที่เสียงเปิด (approximant) ล้วนๆ
ภาษาญี่ปุ่นเสียงของวรรค R เป็นตัว /r/ ที่มักออกเสียงกระดกจังหวะเดียว [ɾ] (ไม่มี /l/ แยกต่างหาก)การตวัดลิ้นนั้นผิด อย่าดีดลิ้น ให้สร้างตำแหน่งที่ค้างไว้ได้ วิธีลิ้นพอง (Bunched) มักได้ผลดีสำหรับคนญี่ปุ่น
ภาษาเกาหลีตัว ㄹ สลับระหว่าง [ɾ] และ [l] ขึ้นอยู่กับตำแหน่งคล้ายภาษาญี่ปุ่น: เปลี่ยนการตวัดลิ้นเป็นการค้างตำแหน่งเสียงเปิด การห่อริมฝีปากจะช่วยแยกเสียงนี้ออกจาก /l/
ภาษาฮินดี, เบงกาลีเสียงกระดกที่ปุ่มเหงือก /ɾ/, และสะบัดลิ้นม้วน /ɽ/การม้วนลิ้นที่มีอยู่แล้วถือว่ามีประโยชน์มาก ให้ค้างมันไว้แทนการสะบัด เสียง R อเมริกันยืมรูปทรงม้วนลิ้นมาใช้ แต่หยุดการสะบัดลิ้น
ภาษาทมิฬเสียงกระดกที่ปุ่มเหงือก /ɾ/, เสียงรัวลิ้น /r/, และเสียงเปิดแบบม้วนลิ้น /ɻ/ (ตัว ழ)เสียง /ɻ/ ของคุณคือ R แบบม้วนลิ้นของอเมริกันโดยพื้นฐาน แค่คงรูปทรงลิ้นเดียวกับที่คุณใช้สำหรับ ழ แล้วเพิ่มการห่อริมฝีปากเบาๆ ก็ได้เสียงนี้แล้ว
ภาษาอาหรับเสียงรัวลิ้น /r/ หรือการกระดกลิ้นแก้แบบเดียวกับภาษาสเปน: เลิกรัวลิ้น แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงเปิดที่ค้างตำแหน่งไว้
ภาษาอังกฤษแบบไม่เน้น R (RP, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์)ตัว R จะหายไปหรืออ่อนลงเมื่ออยู่ท้ายพยางค์การปรับเปลี่ยนที่ยากกว่าคือ R-coloring ท้ายสระ คำอย่าง car, bird, better: ต้องคงเสียง R ไว้ และมันจะไปเปลี่ยนเสียงสระ

คำถามที่พบบ่อย

เสียง R แบบอเมริกันคือเสียงรัวลิ้นใช่ไหม?

ไม่ใช่ เสียง R แบบอเมริกันคือเสียงเปิด (approximant) ลิ้นจะยกเข้าใกล้เพดานปากแต่ไม่แตะ และไม่มีการสั่น ภาษาสเปน อิตาลี อาหรับ รัสเซีย และภาษาไทย (ร เรือ แบบทางการ) ใช้การรัวหรือกระดกปลายลิ้น ผู้เรียนหลายคนทึกทักไปเองว่าเมื่อเป็นตัว “R” ต้องมีการเคลื่อนไหวลิ้นแบบนั้น แต่เสียง R แบบอเมริกันคือสิ่งตรงกันข้าม มันคือสมาชิกในตระกูลที่อยู่นิ่งและค้างตำแหน่งไว้

ฉันควรใช้เสียง R แบบลิ้นพอง (bunched) หรือลิ้นม้วน (retroflex) ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน?

ถูกทั้งคู่ เจ้าของภาษาอเมริกันใช้ทั้งสองแบบ และบ่อยครั้งคนๆ เดียวกันก็ใช้ทั้งสองแบบสลับกันในคำที่ต่างกัน ลองฝึกทั้งสองแบบ แบบไหนที่คุณทำเสียงลากยาวได้ชัดเจนโดยไม่รู้สึกเกร็ง นั่นคือแบบที่ปากของคุณถนัด ผลลัพธ์ของเสียงที่ออกมาแทบจะเหมือนกันจนคนฟังแยกไม่ออกว่าคุณกำลังทำลิ้นแบบไหนอยู่

ทำไมเสียง R อเมริกันของฉันบางครั้งฟังดูเหมือนภาษาฝรั่งเศส ทั้งๆ ที่พยายามอย่างหนักแล้ว?

เกือบจะทุกครั้งเป็นเพราะคุณสร้างเสียงลึกเกินไปในช่องปาก เสียง /ʁ/ ของฝรั่งเศสอยู่ที่ลิ้นไก่และทำให้เกิดการเสียดแทรกหรือสั่นสะเทือนตรงนั้น แต่เสียง /ɹ/ ของอเมริกันอยู่ถัดมาด้านหน้ามากกว่า โดยไม่มีการเสียดแทรกใดๆ โคนลิ้นยังคงร่นไปทางคอหอยส่วนบนสำหรับ R แบบอเมริกัน (นั่นคือสิ่งที่ทำให้เสียงทุ้ม) แต่ช่องว่างจะยังเปิดโล่ง ไม่ตีบแคบ หากคุณรู้สึกว่ามีการสั่นระคายคอหรือมีการสัมผัสที่คอหอยด้านหลังขณะออกเสียง R แสดงว่าคุณออกเสียงผิดตำแหน่ง ให้ขยับการทำงานของลิ้นมาตรงกลางปากมากขึ้นและเปิดคอให้โล่ง

เสียง R แบบอเมริกันคือเสียงที่ยากที่สุดในภาษาอังกฤษใช่ไหม?

สำหรับผู้เรียนวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ใช่เลย ควบคู่ไปกับเสียง TH ทั้งสองแบบ ความยากของมันมีหลายชั้น ประการแรก กลไกเสียงเปิด (approximant) แบบนี้พบได้ยากในภาษาอื่นๆ ทั่วโลก ผู้เรียนจึงไม่มีแม่แบบเดิมให้เทียบ ประการที่สอง การมีรูปทรงลิ้นที่ถูกต้องถึงสองแบบทำให้ผู้เรียนสับสนเพราะมัวแต่มองหาท่าที่ถูกต้องที่สุดเพียงท่าเดียว และสำหรับใครที่เรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษหรือออสเตรเลีย (รวมถึงคนไทยที่ชินกับการไม่มี R ท้ายคำ) การทำสระให้เป็น r-colored ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในโครงสร้างภาษาเลย แต่เมื่อใดที่คุณคลิกกับเสียง R ได้ สำเนียงส่วนอื่นๆ ของคุณก็มักจะพัฒนาตามไปด้วย มีเสียงอื่นๆ เพียงไม่กี่เสียงที่จะส่งผลต่อความ “เป็นอเมริกัน” ในน้ำเสียงของคุณได้เท่ากับเสียงนี้

ฉันจำเป็นต้องห่อริมฝีปากเพื่อออกเสียง R แบบอเมริกันจริงๆ หรือ?

ใช่ เล็กน้อย การห่อริมฝีปากเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลลัพธ์มหาศาล ผู้เรียนหลายคนจัดตำแหน่งลิ้นได้ถูกต้องประมาณหนึ่งแล้วแต่เสียงก็ยังฟังดูแปล่งๆ การเพิ่มการห่อริมฝีปากเบาๆ (แค่พอดึงมุมปากเข้ามา) มักจะช่วยอุดช่องโหว่นั้นได้อย่างชัดเจน การห่อริมฝีปากนี้ไม่ได้มากเท่าตัว /w/ หรือสระอู แต่มันก็ไม่ใช่ศูนย์

แล้วตัว R ที่ท้ายคำอย่าง 'mother' หรือ 'better' ล่ะ?

ตัว R นั้นหลอมรวมกับเสียง schwa (/ə/) จนเกิดเป็น /ɚ/ (สระ schwa แบบ r-colored) ซึ่งถือเป็นเสียงเดียว ไม่ใช่สองเสียง ลิ้นจะเริ่มต้นด้วยรูปทรง R ไว้ก่อนอยู่แล้ว และพยางค์สุดท้ายทั้งพยางค์ก็จะเป็น r-colored ตั้งแต่ต้น ดูหน้าอ้างอิงเสียงสระ R ในคำว่า MOTHER สำหรับรายละเอียดเฉพาะของเสียงนี้

end of article

สำหรับผู้เรียนส่วนใหญ่ ตัว R แบบอเมริกันคือพยัญชนะที่ใช้เวลาในการปรับตัวนานที่สุด แต่ก็เป็นพยัญชนะที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในแง่ของความชัดเจนเมื่อเทียบกับชั่วโมงที่ฝึกฝน ลองใช้เวลาสักสามสัปดาห์ฝึกกับประโยคแบบฝึกหัดด้านบน โดยจงใจห่อริมฝีปากให้ชัดเจนเกินจริงเข้าไว้ เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ความเคยชินในการห่อริมฝีปากมักจะช่วยพาให้ส่วนที่เหลือเข้าที่เข้าทางตามไปด้วย

โดย SayWaader Editorial

SayWaader Editorial คือเสียงบรรณาธิการของ SayWaader แอปฝึกออกเสียงสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษขั้นสูง เราเขียนในแบบที่จะพูดให้เพื่อนฟัง — คนที่เบื่อแล้วกับการฟังดูเหมือนหนังสือเรียน อ่าน หมายเหตุด้านวิธีการ ของเราเพื่อดูว่างานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

อ่านกฎเป็นแค่จุดเริ่มต้น
ลงมือฝึกคืองานจริง

อย่าให้กระบองเพชรรอนานเลย มันกระหายน้ำ waa·der อยู่

  • AI ให้ feedback เรื่อง connected speech
    flap T, linking, reductions — ส่วนที่ตำราข้ามไป
  • เขียนใหม่ตามเสียงจริง
    "plumber" → "PLUH-mer", "receipt" → "ruh-SEET"
  • ประโยคจากชีวิตจริงกว่า 4,000 ประโยค
    ร้านกาแฟ นัดหมอ ทะเลาะกับบริษัทเคเบิล
  • คะแนน 5 มิติต่อประโยค
    ความแม่นยำ · ความชัดเจน · การเน้นเสียง · จังหวะ · ความคล่อง